Mindset ใหม่ สู่การใช้ชีวิตที่ใส่ใจโลก: ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้

ทุกวันนี้มีการรายงานข้อมูลสถานการณ์สิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ถ้าใครเล่นโซเชียลมีเดียแล้วได้ติดตามเพจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ก็จะเห็นการรายงานข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของขยะพลาสติกในทะเลจำนวนมาก สัตว์ทะเลตายเพราะกินพลาสติกเข้าไป ปะการังฟอกขาวอย่างต่อเนื่อง อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเรื่อย ๆ พบไมโครพลาสติกในแหล่งน้ำ ในดิน หรือแม้แต่ในอาหารของมนุษย์ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ทั้งภัยแล้ง ฝนตกหนัก น้ำท่วม น้ำแข็งขั้วโลกทะลาย หมีขั้วโลกไร้ที่อยู่อาศัย และอื่น ๆ อีกมากมาย

เราเกือบทุกคนรู้กันดีว่าโลกของเรากำลังป่วยหนัก บ้านหลังใหญ่ที่เราอาศัยอยู่เริ่มทรุดโทรมลงทุก ๆ วัน แต่เราอาจจะยังไม่ได้ตระหนักว่า ตัวเราเองอาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานี้ ซึ่งเกิดจากวิถีชีวิตในทุก ๆ วัน แต่ในขณะเดียวกัน เราเองก็เป็นคนหนึ่งที่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ข่าวด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ อาจดูเป็นเรื่องไกลตัว บางคนอาจเกิดคำถามในใจว่า เราจะช่วยสัตว์ทะเลได้อย่างไรบ้าง หากเราไม่ได้เป็นคนทำหน้าที่ตรงนั้น เราจะช่วยแก้ปัญหาปะการังฟอกขาวได้บ้างมั้ย ในเมื่อเราไม่มีความรู้ตรงนี้เลย หรือเราจะช่วยหมีขั้วโลกได้อย่างไรบ้าง ในเมื่อเราอยู่คนละซีกโลกกันเลย เราจะช่วยบรรเทาภัยธรรมชาติได้อย่างไรในเมื่อเราก็เป็นเพียงมนุษย์ตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง แต่ทราบมั้ยคะว่า ถ้ามนุษย์เราทุกคนร่วมมือกัน และเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตัวเอง ทุกคนก็สามารถช่วยโลกที่เป็นบ้านของเราได้ทั้งนั้น 

วิกฤตทางด้านสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน – โลกรวนนั้น อาจดูเป็นปัญหาที่ใหญ่ระดับมหภาค แต่ต้นตอของปัญหานั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งก็เกิดจากการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันของเรา อย่างเช่นการใช้พลาสติกเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันโลกเรามีประชากรราว ๆ แปดพันล้านคน ถ้าแต่ละคนสร้างขยะพลาสติกวันละ 1 ชิ้น คิดง่าย ๆ ก็คือ บนโลกของเราจะมีขยะพลาสติกวันละ 8 พันล้านชิ้น แต่ความจริงแล้วเรามีขยะในแต่ละวันมากกว่านั้นเป็นจำนวนมหาศาล แม้กระทั่งการสร้าง food waste หรือขยะอาหารในแต่ละวัน เมื่อนับรวม ๆ ทั่วโลกแล้วก็เป็นจำนวนมหาศาลเช่นกัน และยังไม่นับกิจกรรมอื่น ๆ ที่สร้างก๊าซเรือนกระจกอันเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน และส่งผลกระทบกันเป็นทอด ๆ ไป  

แม้ว่าในประเทศไทย ภาคส่วนที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดคือ ภาคพลังงาน คิดเป็น 69.06% แต่ทุกภาคส่วนนั้นย่อมมีความเกี่ยวโยงกัน ถ้าพูดถึงเรื่องใกล้ตัวที่สุดและเป็นกิจวัตรประจำวันที่มนุษย์เราทุกคนทำอยู่ทุกวันก็คือ การบริโภคอาหาร ซึ่งภาคการเกษตรทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 15.69 และมีสัดส่วนเป็นอันดับ 2 รองจากภาคพลังงาน เรียกได้ว่าการกินของเราในแต่ละวันนั้นก็มีความสำคัญและเกี่ยวโยงกับสิ่งแวดล้อมไม่น้อยเลยทีเดียว 

อาหารในจานของเรา ช่วยโลกได้มากกว่าที่เราคิด! 

ดังนั้นแล้ว การเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ในเรื่องการกินก็มีส่วนช่วยโลกได้มากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นการลด ละ เลิก การบริโภคเนื้อสัตว์เพื่อลดการทำปศุสัตว์และหันมาบริโภคพืชพรรณให้มากขึ้น หรือกินเป็นหลักเลยก็จะยิ่งดี รวมถึงการบริโภควัตถุดิบในท้องถิ่น เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนจากการขนส่งอาหารที่ต้องใช้เชื้อเพลิงและพลังงาน การลดขยะอาหารและกินแต่พอดี ไม่เหลือทิ้งหรือทิ้งเปล่าทั้ง ๆ ที่ยังกินได้ การเลือกซื้อของในตลาดสดหรือตลาดอินทรีย์ใกล้บ้านที่ไม่มีบรรจุภัณฑ์เป็นพลาสติกและงดใช้ถุงพลาสติกขณะซื้อของ และรวมถึงการสนับสนุนผลผลิตจากฟาร์มเกษตรอินทรีย์ในท้องถิ่นและเลือกอุดหนุนร้านค้าที่แสดงจุดยืนด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

สิ่งที่กล่าวมานี้ เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ และทำได้ตั้งแต่วันนี้ อย่างน้อย ๆ ที่สุดที่ทุกคนสามารถทำได้ก็คือ การกินข้าวให้หมดจานและซื้อของเข้าบ้านแต่พอดี ไม่ให้เหลือทิ้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้อย่างแน่นอนค่ะ และเชื่อหรือไม่ว่า การกระทำข้างต้นนั้น สามารถตอบรับกับเป้าหมายระดับชาติในการลดโลกร้อนของประเทศไทย ทั้งในเรื่องการเป็นกลางทางคาร์บอนและการลดก๊าซเรือนกระจก แน่นอนว่าในส่วนของภาคอุตสาหกรรม องค์กรใหญ่ และในส่วนของนโยบายระดับชาติก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อสอดรับกับเป้าหมายนี้ให้มากขึ้น และเราเองในฐานะสมาชิกของบ้านหลังใหญ่ที่เรียกว่าโลกใบนี้ ก็สามารถปรับตัวและปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเองเพื่อช่วยโลกได้เช่นกัน ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า ช่วยโลก = ช่วยเรา และเราทุกคนสามารถเป็นฮีโร่ของโลกใบนี้ได้ เริ่มง่าย ๆ จากอาหารในจานของเราค่ะ 

ขอบคุณที่มาข้อมูลบางส่วนจาก UNDP Thailand: เมื่อโลกร้อนใคร ๆ ก็รู้ แต่ประเทศไทยทำอะไรอยู่เพื่อแก้ไขปัญหา? ชวนจับตาดูแผนงานระดับชาติ! และเมื่อโลกร้อนและรวน: ภาคส่วนใดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด?

Footer